ชุดแต่งงานแบบไทย ในสไตล์หวาน ๆ



         วันนี้เราหยิบเอา “ชุดแต่งงานแบบไทย” จากนิตยสาร Bride Magazine ของห้องเสื้อ ศิลปเวดดิ้ง ที่มีสไตล์หวาน ๆ มาฝากเจ้าสาวที่กำลังมองหาชุดไทยแต่งงานในพิธีช่วงเช้ากันอยู่ค่ะ โดยเน้นที่ผ้าสไบที่มีลวดลายสวย ๆ

         ในส่วนของการเลือกแบบชุดแต่งงานแบบไทยให้เหมาะสมกับตัวเองนั้น อันดับแรกต้องคำนึงถึงรูปร่างก่อน จากนั้นก็เลือกให้เข้ากับสีผิวของตัวเอง สำหรับ เจ้าสาวที่มีรูปร่างสูงโปร่งสามารถใส่ได้เกือบทุกรูปแบบ แต่ควรหลีกเลี่ยงชุดไทยที่มีแขนยาว คอตั้ง เพราะจะยิ่งเสริมความสูงมากยิ่งขึ้นไปอีก, เจ้าสาวรูปร่างเล็กควรเลือกชุดสีเรียบ ๆ ไม่ต้องมีรายละเอียดมากนัก อีกทั้งควรเลือกแบบเปิดไหล่และเกาะอก เพราะช่วยทำให้ดูสง่างามแบบไทย ควรหลีกเลี่ยงชุดที่รัดรูปมากเกินไปด้วย และเจ้าสาวรูปร่างอ้วนควรเลือกชุดไทยที่ต้องห่มสไบเฉียงข้างหนึ่ง เพราะจะช่วยปกปิดต้นแขนของคุณได้ หรือจะเลือกเป็นชุดไทยที่เป็นเสื้อผ้าลูกไม้ เสื้อหลวม ๆ ไม่เข้ารูป กับผ้าซิ่นแบบต่าง ๆ ก็ได้ และควรหลีกเลี่ยงชุดไทยสไตล์เปิดไหล่หรือเกาะอก













เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Bride Magazine


0 comments

พิธีการแต่งงานแบบไทย

พิธีสงฆ์
         
          เป็นพิธีการทางศาสนาที่บ่าวสาวชาวพุทธปฏิบัติกันมาช้านาน เพราะถือเป็นพิธีการมงคล ที่จะอำนวยชัยให้พรกับบ่าวสาวให้อยู่กันอย่างมีความสุข พิธีสงฆ์นี้คู่บ่าวาวสามารถปฏิบัติเป็นขั้นตอนแรก จนเมื่อเสร็จพิธีสงฆ์แล้ว ฝ่ายเจ้าบ่าวจึงมาตั้งขบวนแห่ขันหมากต่อไป หรืออีกหนึ่งทางเลือกที่นิยมทำกันมากในปัจจุบัน คือทำหลังจากประกอบพิธียกขันหมากเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ฝ่ายชายสู่ขอและประกอบพิธีหมั้นจนเสร็จ แล้วจึงค่อยประกอบพิธีสงฆ์ก็ได้เช่นกัน
          ในพิธีสงฆ์เมื่อพระสงฆ์มาถึงและนั่งประจำที่ คู่บ่าวสาวจะจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย อาราธนาศีล และรับศีล 5 จากนั้นพระสงฆ์จะเจริญสูตรคาถาอันเป็นมงคล พร้อมทำน้ำมนต์สำหรับใช้ในพิธี แล้วจึงเป็นการตักบาตรในกรณีที่เริ่มพิธีสงฆ์แต่เช้า ตามด้วยการถวายสังฆทาน หรือหากเป็นช่วงสายจะถวายสังฆทานก่อน แล้วจึงถวายภัตราหารเพล หรืออาจจัดเป็นปิ่นโตอาหารถวาย พร้อมดอกไม้ ธูป เทียน ปัจจัย เครื่องไทยธรรม ในขั้นตอนสุดท้ายพระสงฆ์จะเจริญชัยมงคลคาถาพร้อมประพรมน้ำมนต์ให้เพิ่ม ควมเป็นเป็นศิริมงคลจึงเป็นอันเสร็จพิธี
พิธียกขันหมาก



          ในปัจจุบันนิยมจัดพิธีหมั้นและพิธีแต่งในวันเดียว ดังนั้น จึงมีการรวบรัดเอาขันหมากหมั้นและขันหมากแต่งเข้าไว้ด้วยกัน ขันหมากแต่งจะมีเครื่องประกอบขั้นหมากกว่าขันหมากหมั้น โดยจะที่มีทั้งขันหมากเอกและขันหมากโท เมื่อตั้งขบวนขันหมากเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนใหญ่จะมีขบวนกลองยาวนำหน้าเพื่อสร้างความครึกครื้น ตามด้วยขบวนขันหมากเอก-ขันหมากโท
          ขบวนจะเริ่มด้วยการโห่ร้องรับกัน 3 ครั้ง เพื่อเป็นการให้สัญญาณว่าขันหมากพร้อมแล้วที่จะเคลื่อนขบวน แล้วกลองยาวจะทำหน้าที่บรรเลงรับต่ออย่างครื้นเครง เมื่อขบวนเดินทางมาถึงบ้านของฝ่ายเจ้าสาว หรือสถานที่จัดงานขบวนขันหมากจะโห่ร้องรับกัน 3 ครั้ง อีกทีหนึ่ง เพื่อเป็นการบอกกับฝ่ายเจ้าสาว ว่าขบวนขันหมากได้เดินทางมาถึงแล้ว
พิธีกั้นประตูเงินประตูทอง




          เมื่อขบวนขันหมากของฝ่ายเจ้าบ่าวเดินทางมาถึงบ้านของฝ่ายเจ้าสาวบรรดาญาติ ของฝ่ายเจ้าสาวจะมาช่วยกันกั้นประตูเงินประตูทอง เพื่อเรียกค่าเปิดทางจากฝ่ายเจ้าบ่าวด้วย ผู้ที่กั้นประตูจะถือสายสร้อยทอง สายสร้อยเงิน หรือผ้าแพรคนละด้านเพื่อกั้นไม่ให้ขบวนผ่านไปได้ ถ้าอิงประเพณีดั้งเดิมจะมีประตูหลัก ๆ 3 ประตู คือ ประตูชัย ประตูเงิน และประตูทองตามลำดับ โดยฝ่ายชายจะต้องเจรจาขอผ่านทาง และต้องให้ซองใส่เงินแถมพกให้แก่ผู้กั้นประตู หลังจากผ่านประตูทุกด่านเรียบร้อยแล้ว ในช่วงสุดท้ายญาติฝ่ายเจ้าสาวที่เป็นเด็กรุ่นเล็ก อาจช่วยล้างเท้าเจ้าบ่าวพอเป็นพิธี โดยนำใบตองมาวางรองเท้าเพื่อเรียกซองเงินอีกก็ได้ จากนั้นฝ่ายหญิงจะจัดเด็กผู้หญิง ถือพานหมากพลูไว้รอเชิญขบวนขันหมากขึ้นเรือน ซึ่งเจ้าบ่าวต้องเตรียมซองเงินไว้เป็นรางวัลด้วยเช่นกัน
พิธีสู่ขอ และนับสินสอด
  

          เมื่อฝ่ายเจ้าสาวรับขบวนขันหมาก และนำของจากขบวนขันหมากมาจัดวางเรียงกันเรียบร้อยแล้ว เถ้าแก่ฝ่ายชายจะเริ่มการเจรจาสู่ขอ เมื่อฝ่ายหญิงตกลงยินยอมยกลูกสาวให้ ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวจะนำพานสินสอดมาเปิดเงินสินสอดจะจัดวางอยู่บนผ้าแดงหรือ ผ้าเงินผ้าทอง แล้วทำทีเป็นตรวจนับตามธรรมเนียม ตามประเพณีโบราณให้ใส่เกินจำนวนไว้เล็กน้อย เพื่อให้ฝ่ายหญิงที่ตรวจนับเงินอุทานออกมาว่า "เงินงอก" เพื่อเป็นเคล็ดว่าคู่บ่าวสาวอยู่ด้วยต่อไปจะมีเงินงอกเงย เมื่อนับสินสอดแล้วผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจะช่วยกันโปรยถั่ว งา ข้าวเปลือก ข้าวตอก ดอกไม้ ใบเงิน ใบทอง ที่บรรจุมาในพานขันหมากเอก ลงบนสินสอด จากนั้นแม่ของเจ้าสาวจะห่อสินสอดด้วยผ้า แล้วแบกขึ้นไว้บนบ่าตามประเพณี เพื่อให้พูดเอาเคล็ดอีกกว่า "ห่อนี้หนักจริง ๆ คงมีเงินงอกงามมากมาย"
พิธีสวมแหวนหมั้น
   

          พิธีสวมแหวนหมั้นจะทำหลังจากเสร็จพิธีนับสินสอดเรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงเวลาฤกษ์อันเป็นมงคลตามที่กำหนด ฝ่ายเจ้าบ่าวจะทำการสวมแหวนหมั้นให้ฝ่ายเจ้าสาว จากนั้นฝ่ายหญิงไหว้พร้อมกับสวมแหวนแลกกับฝ่ายชาย  เมื่อสวมแหวนเสร็จมักจะมีการถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึก และรอเวลาที่จะประกอบพิธีสำคัญต่อไป
พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์และประสาทพร
 

          พิธีนี้เริ่มจากเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย แล้วจึงไปนั่งประจำที่บนตั่งรดน้ำ เจ้าสาวจะนั่งทางด้านซ้ายและเจ้าบ่าวจะนั่งทางด้านขวาของตนเอง โดยมีเพื่อนเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าสาวที่ยังคนโสดอยู่ฝ่ายละ 2 คนยืนด้านหลัง จากนั้นผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพนับถือ หรือพ่อแม่ของคู่บ่าวสาวจะมาสวมมาลัย และมงคลแฝดพร้อมกับเจิมที่หน้าผาก มงคลแฝดและแป้งเจิมที่นำมาใช้นั้นเป็นของที่ได้ผ่านพิธีมงคลมาเรียบร้อย จากนั้นประธานของงานซึ่งอาจจะเป็นพ่อแม่ของคู่บ่าวสาวหรือผู้ใหญ่ที่เคารพ นับถือ จะเป็นผู้เริ่มพิธีหลั่งน้ำสังข์อวยชัยให้พรก่อน จากนั้นแขกที่ได้รับเชิญมาจะพากันทยอยมาหลั่งน้ำสังข์ประสาทพรจนครบทุกท่าน เมื่อหลั่งน้ำเรียบร้อยแล้ว จะเชิญผู้ใหญ่ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ที่สนิทซึ่งบ่าวสาวให้ความเคารพนับถือ มาปลดด้ายมงคลออกจากศีรษะ พิธีหลังน้ำพระพุทธมนต์นี้ถือเป็นพิธีสำคัญ เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ถือว่าชายหญิงคู่นั้น เป็นสามีภรรยากันถูกต้องตามประเพณี
พิธีรับไหว้



          หลังเสร็จพิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์และปราสาทพรแล้ว จะเป็นพิธีรับไหว้หรือพิธีไหว้ผู้ใหญ่ เพื่อเป็นการฝากเนื้อฝากตัวของคู่บ่าวสาว การไหว้พ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ของทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวนั้น ต้องก้มกราบ 3 ครั้ง ส่วนญาติคนอื่นให้กราบครั้งเดียวโดยไม่ต้องแบมือ เมื่อก้มกราบแล้วจึงส่งพานธูปเทียนให้ผู้ใหญ่ ท่านจะรับไหว้และผูกสายสิญจ์ที่ข้อมือคู่บ่าวสาวพร้อมกับให้พรและใส่ซองเงิน หรือของมีค่าอย่างอื่นลงบนพานให้ไว้เป็นเงินทุนในการสร้างครอบครัว ในพิธีนี้คู่บ่าวสาวจะมีความสุขเป็นพิเศษ เพราะจะได้มีสมบัติชิ้นแรกสำรองไว้เพื่อสร้างครอบครัวในอนาคต
พิธีปูที่นอนและส่งตัวเข้าหอ
        

          เป็นขั้นตอนสุดท้ายของพิธีแต่งงาน เมื่อถึงฤกษ์ของพิธีส่งตัวเข้าหอ จะเป็นขั้นตอนของพิธีปูที่นอน สิ่งมงคลในการประกอบพิธีก็คือฟักเขียวหนึ่งลูกเพื่อให้ใจคอเยือกเย็นเหมือน ฝัก หม้อใหม่สี่น้ำหนึ่งใบเพื่อให้เป็นผู้ที่มีน้ำใจหินบดยาเพื่อให้หนักแน่น เหมือนหิน และถั่วงาเพื่อให้มีแต่ความเจริญงอกงาม พร้อมทุนสินสอดนำมาวางไว้บนพาน จากนั้นผู้ใหญ่ที่ถูกเชิญมาร่วมทำพิธี ซึ่งจะต้องเป็นคู่ตัวอย่างที่ครองเรือนกันมาอย่างมีความสุขมาทำทีจัดแจงปู ที่นอนวางหมอนหนุนศีรษะ และลงนอนก่อนเป็นปฐมฤกษ์พร้อมกับกล่าวให้ศีลให้พร เสร็จแล้วผู้ที่มาเป็นสักขีพยานร่วมส่งตัวบ่าวสาวออกจากห้องหอพร้อมกันจึง เป็นอันเสร็จพิธี
          ส่วนเรื่องการจัดเลี้ยง หากคู่บ่าวสาวต้องการจัดงานแบบกระชับให้เสร็จในวันเดียว เมื่อเสร็จพิธีไทยตามประเพณีเรียบร้อยแล้ว สามารถจัดเลี้ยงมื้อกลางวันได้เลย โดยไม่ต้องจัดงานเลี้ยงในช่วงค่ำอีก ซึ่งถือว่าเข้ากับยุคสมัยและกระแสเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างดีทีเดียว

0 comments

"พิธีแต่งงาน" แบบไทย ที่หลายคนไม่รู้

"พิธีแต่งงาน" แบบไทย ที่หลายคนไม่รู้

      ว่าที่เจ้าบ่าว เจ้าสาว หลายคู่อาจจะไม่เคยเห็นขั้นตอนธรรมเนียมประเพณีในพิธีแต่งงาน แบบไทย...วันนี้ จึงขอแนะนำขั้นตอนธรรมเนียมในการ ปฏิบัติในพิธีแต่งงานแบบไทย ซึ่งรวมทั้งพิธีหมั้นและแต่งงานในวันเดียวกัน ถึงแม้จะรวบรัดแต่ก็ครบถ้วนตามประเพณี....
      1.ผู้ใหญ่ฝ่ายชายเจรจาทาบทามสู่ขอ หาฤกษ์หมั้น รวมไปถึงฤกษ์แต่งงานซึ่ง อาจเป็นวันเดียวกันหรือต่างวันก็ได้ ปัจจุบันนิยมยกขันหมากในวันแต่งงาน และมักจะรวมพิธีทั้งหมดในวันเดียว
      2.การแต่งงานแบบรวมพิธีในวันเดียว จะเริ่มต้นตั้งแต่เช้า พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ คู่บ่าวสาวตักบาตร ถวายภัตราหาร เลี้ยงพระ และทำพิธีทางศาสนาจนเสร็จ
      3.จากนั้นผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าวจัดเตรียมขันหมากและเครื่องบริวารประกอบ ได้แก่ พาน หรือขันสินสอดทองหมั้น พานแหวน พานขนม ผลไม้ และต้นกล้วย ต้นอ้อย ซึ่งนิยมจัดเป็นจำนวนคู่
      4.แห่ขันหมาก ในขบวนจะมีเถ้าแก่เดินนำเจ้าบ่าวและพ่อแม่ตามด้วยผู้ที่ยกขันหมาก ต่อจากนั้นเป็นคนถือพานสินสอดทองหมั้น พานแหวน พานขนม ผลไม้ และต้นกล้วย ต้นอ้อย อาจมีกลองยาว และคนรำนำหน้าขบวน เพื่อสร้างสีสันให้งานก็ได้
      5.ฝ่ายเจ้าสาวจะส่งเด็กๆ และญาติพี่น้องออกมากั้นขบวนโดยใช้สายสร้อยเงินหรือทองมากั้น ซึ่งฝ่ายเจ้าบ่าวจะต้อง แจกซองซึ่งมีเงินอยู่ เพื่อผ่านประตูเงินประตูทองต่างๆ จนเข้าไปถึงในบ้านฝ่ายหญิง
      6.ฝ่ายเจ้าสาวจะออกมารับขันหมาก ซึ่งเมื่อจัดวางขันหมากเรียบร้อยแล้ว จะตรวจดู สินสอดทองหมั้น แหวน จากนั้น เถ้าแก่จะเรียกเจ้าสาวออกมา รอถึงฤกษ์จึงสวมแหวน เป็นอันเสร็จพิธีหมั้น
      7.พิธีไหว้ผู้ใหญ่เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะไหว้ตามลำดับอาวุโส แล้วจึงยกพานธูปเทียนแพ มอบให้ จากนั้นผู้ใหญ่ให้ของรับไหว้ซึ่งเป็นเงินหรือของมีค่า อาจผูกข้อไม้ข้อมือได้ ด้วยก็ได้ ทั้งคู่มอบผ้าไหว้ให้ผู้ใหญ่ และกราบอีกครั้ง
      8.พิธีหลั่งน้ำสังข์ คู่บ่าวสาวจุดเทียนและบูชาพระ จากนั้นพ่อแม่จะพาไปนั่งที่ตั้ง โดยที่เจ้าสาวนั่งทางซ้ายเจ้าบ่าวนั่ง ทางขวา ประธานคล้องพวงมาลัย เจิมหน้าผาก สวมมงคลแฝด แล้วจึงหลั่งน้ำสังข์อวยพร โดยพ่อแม่และผู้อาวุโส จะหลั่งน้ำที่ศรีษะ
      9.ถ้าทำพิธีหลั่งน้ำสังข์ในช่วงเช้า จะตามด้วยการเลี้ยงอาหารกลางวัน และมีงานฉลอง ในตอนเย็นของวันนั้นอีกครั้งหรือไม่ก็ได้
      10.พิธีปูที่นอน ผู้ที่มาปูจะต้องเป็นคู่สามีภรรยาที่รักกันมีลูกหลานและเป็นคนดี โดยมีของมงคลวางไว้ข้างที่นอน ได้แก่ ฟักเขียว หินบดยา แมวคราว เมื่อได้เวลาส่งตัว ผู้ใหญ่จะจูงเจ้าสาวเข้ามาหาเจ้าบ่าว แล้วให้โอวาท อวยพร
      จากทั้ง 10 ข้อที่กล่าวมานั้นน่าจะทำให้ทุกบ่าวสาวหลายคู่เข้าใจพิธีการแต่งงานแบบไทยๆ เรา อย่างง่ายๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นงานหมั้นหรืองานแต่งก็ตาม หากว่าเราปฏิบัติได้อย่างถูกต้องตามประเพณีจะดีที่สุดเลยล่ะค่ะ

ที่มา : mthai

0 comments

งานแต่งงาน ขั้นตอนก่อน-หลัง พิธีสำคัญแบบไทย

ขั้นตอนก่อน-หลัง พิธีสำคัญแบบไทย
แต่งงาน
ในการจัดงานวิวาห์ที่ต้อง การความกระชับ แต่ยังคงความถูกต้องตามขนบธรรมเนียมไทยแท้ โดยเลือกจัดพิธีการตามแบบแผนไทย ทั้งสู่ขอหมั้นหมาย แต่งงาน และส่งตัวเข้าหอให้เรียบร้อยเสร็จสรรพในวันเดียวนั้น มีขั้นตอนในพิธีอยู่หลายรายการ

พิธีสงฆ์

          เป็นพิธีการทางศาสนาที่บ่าวสาวชาวพุทธปฏิบัติกันมาช้านาน เพราะถือเป็นพิธีการมงคล ที่จะอำนวยชัยให้พรกับบ่าวสาวให้อยู่กันอย่างมีความสุข พิธีสงฆ์นี้คู่บ่าวาวสามารถปฏิบัติเป็นขั้นตอนแรก จนเมื่อเสร็จพิธีสงฆ์แล้ว ฝ่ายเจ้าบ่าวจึงมาตั้งขบวนแห่ขันหมากต่อไป หรืออีกหนึ่งทางเลือกที่นิยมทำกันมากในปัจจุบัน คือทำหลังจากประกอบพิธียกขันหมากเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ฝ่ายชายสู่ขอและประกอบพิธีหมั้นจนเสร็จ แล้วจึงค่อยประกอบพิธีสงฆ์ก็ได้เช่นกัน

          ในพิธีสงฆ์เมื่อพระสงฆ์มาถึงและนั่งประจำที่ คู่บ่าวสาวจะจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย อาราธนาศีล และรับศีล 5 จากนั้นพระสงฆ์จะเจริญสูตรคาถาอันเป็นมงคล พร้อมทำน้ำมนต์สำหรับใช้ในพิธี แล้วจึงเป็นการตักบาตรในกรณีที่เริ่มพิธีสงฆ์แต่เช้า ตามด้วยการถวายสังฆทาน หรือหากเป็นช่วงสายจะถวายสังฆทานก่อน แล้วจึงถวายภัตราหารเพล หรืออาจจัดเป็นปิ่นโตอาหารถวาย พร้อมดอกไม้ ธูป เทียน ปัจจัย เครื่องไทยธรรม ในขั้นตอนสุดท้ายพระสงฆ์จะเจริญชัยมงคลคาถาพร้อมประพรมน้ำมนต์ให้เพิ่ม ควมเป็นเป็นศิริมงคลจึงเป็นอันเสร็จพิธี

พิธียกขันหมาก

          ในปัจจุบันนิยมจัดพิธีหมั้นและพิธีแต่งในวันเดียว ดังนั้น จึงมีการรวบรัดเอาขันหมากหมั้นและขันหมากแต่งเข้าไว้ด้วยกัน ขันหมากแต่งจะมีเครื่องประกอบขั้นหมากกว่าขันหมากหมั้น โดยจะที่มีทั้งขันหมากเอกและขันหมากโท เมื่อตั้งขบวนขันหมากเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนใหญ่จะมีขบวนกลองยาวนำหน้าเพื่อสร้างความครึกครื้น ตามด้วยขบวนขันหมากเอก-ขันหมากโท

ขบวนจะเริ่มด้วยการโห่ร้องรับกัน 3 ครั้ง เพื่อเป็นการให้สัญญาณว่าขันหมากพร้อมแล้วที่จะเคลื่อนขบวน แล้วกลองยาวจะทำหน้าที่บรรเลงรับต่ออย่างครื้นเครง เมื่อขบวนเดินทางมาถึงบ้านของฝ่ายเจ้าสาว หรือสถานที่จัดงานขบวนขันหมากจะโห่ร้องรับกัน 3 ครั้ง อีกทีหนึ่ง เพื่อเป็นการบอกกับฝ่ายเจ้าสาว ว่าขบวนขันหมากได้เดินทางมาถึงแล้ว

พิธีกั้นประตูเงินประตูทอง

          เมื่อขบวนขันหมากของฝ่ายเจ้าบ่าวเดินทางมาถึงบ้านของฝ่ายเจ้าสาวบรรดาญาติ ของฝ่ายเจ้าสาวจะมาช่วยกันกั้นประตูเงินประตูทอง เพื่อเรียกค่าเปิดทางจากฝ่ายเจ้าบ่าวด้วย ผู้ที่กั้นประตูจะถือสายสร้อยทอง สายสร้อยเงิน หรือผ้าแพรคนละด้านเพื่อกั้นไม่ให้ขบวนผ่านไปได้ ถ้าอิงประเพณีดั้งเดิมจะมีประตูหลัก ๆ 3 ประตู คือ ประตูชัย ประตูเงิน และประตูทองตามลำดับ โดยฝ่ายชายจะต้องเจรจาขอผ่านทาง และต้องให้ซองใส่เงินแถมพกให้แก่ผู้กั้นประตู หลังจากผ่านประตูทุกด่านเรียบร้อยแล้ว ในช่วงสุดท้ายญาติฝ่ายเจ้าสาวที่เป็นเด็กรุ่นเล็ก อาจช่วยล้างเท้าเจ้าบ่าวพอเป็นพิธี โดยนำใบตองมาวางรองเท้าเพื่อเรียกซองเงินอีกก็ได้ จากนั้นฝ่ายหญิงจะจัดเด็กผู้หญิง ถือพานหมากพลูไว้รอเชิญขบวนขันหมากขึ้นเรือน ซึ่งเจ้าบ่าวต้องเตรียมซองเงินไว้เป็นรางวัลด้วยเช่นกัน


 พิธีสู่ขอ และนับสินสอด

          เมื่อฝ่ายเจ้าสาวรับขบวนขันหมาก และนำของจากขบวนขันหมากมาจัดวางเรียงกันเรียบร้อยแล้ว เถ้าแก่ฝ่ายชายจะเริ่มการเจรจาสู่ขอ เมื่อฝ่ายหญิงตกลงยินยอมยกลูกสาวให้ ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวจะนำพานสินสอดมาเปิดเงินสินสอดจะจัดวางอยู่บนผ้าแดงหรือ ผ้าเงินผ้าทอง แล้วทำทีเป็นตรวจนับตามธรรมเนียม ตามประเพณีโบราณให้ใส่เกินจำนวนไว้เล็กน้อย เพื่อให้ฝ่ายหญิงที่ตรวจนับเงินอุทานออกมาว่า "เงินงอก" เพื่อเป็นเคล็ดว่าคู่บ่าวสาวอยู่ด้วยต่อไปจะมีเงินงอกเงย เมื่อนับสินสอดแล้วผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจะช่วยกันโปรยถั่ว งา ข้าวเปลือก ข้าวตอก ดอกไม้ ใบเงิน ใบทอง ที่บรรจุมาในพานขันหมากเอก ลงบนสินสอด จากนั้นแม่ของเจ้าสาวจะห่อสินสอดด้วยผ้า แล้วแบกขึ้นไว้บนบ่าตามประเพณี เพื่อให้พูดเอาเคล็ดอีกกว่า "ห่อนี้หนักจริง ๆ คงมีเงินงอกงามมากมาย"

พิธีสวมแหวนหมั้น

          พิธีสวมแหวนหมั้นจะทำหลังจากเสร็จพิธีนับสินสอดเรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงเวลาฤกษ์อันเป็นมงคลตามที่กำหนด ฝ่ายเจ้าบ่าวจะทำการสวมแหวนหมั้นให้ฝ่ายเจ้าสาว จากนั้นฝ่ายหญิงไหว้พร้อมกับสวมแหวนแลกกับฝ่ายชาย  เมื่อสวมแหวนเสร็จมักจะมีการถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึก และรอเวลาที่จะประกอบพิธีสำคัญต่อไป

พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์และประสาทพร

          พิธีนี้เริ่มจากเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย แล้วจึงไปนั่งประจำที่บนตั่งรดน้ำ เจ้าสาวจะนั่งทางด้านซ้ายและเจ้าบ่าวจะนั่งทางด้านขวาของตนเอง โดยมีเพื่อนเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าสาวที่ยังคนโสดอยู่ฝ่ายละ 2 คนยืนด้านหลัง จากนั้นผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพนับถือ หรือพ่อแม่ของคู่บ่าวสาวจะมาสวมมาลัย และมงคลแฝดพร้อมกับเจิมที่หน้าผาก มงคลแฝดและแป้งเจิมที่นำมาใช้นั้นเป็นของที่ได้ผ่านพิธีมงคลมาเรียบร้อย จากนั้นประธานของงานซึ่งอาจจะเป็นพ่อแม่ของคู่บ่าวสาวหรือผู้ใหญ่ที่เคารพ นับถือ จะเป็นผู้เริ่มพิธีหลั่งน้ำสังข์อวยชัยให้พรก่อน จากนั้นแขกที่ได้รับเชิญมาจะพากันทยอยมาหลั่งน้ำสังข์ประสาทพรจนครบทุกท่าน เมื่อหลั่งน้ำเรียบร้อยแล้ว จะเชิญผู้ใหญ่ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ที่สนิทซึ่งบ่าวสาวให้ความเคารพนับถือ มาปลดด้ายมงคลออกจากศีรษะ พิธีหลังน้ำพระพุทธมนต์นี้ถือเป็นพิธีสำคัญ เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ถือว่าชายหญิงคู่นั้น เป็นสามีภรรยากันถูกต้องตามประเพณี

พิธีรับไหว้

          หลังเสร็จพิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์และปราสาทพรแล้ว จะเป็นพิธีรับไหว้หรือพิธีไหว้ผู้ใหญ่ เพื่อเป็นการฝากเนื้อฝากตัวของคู่บ่าวสาว การไหว้พ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ของทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวนั้น ต้องก้มกราบ 3 ครั้ง ส่วนญาติคนอื่นให้กราบครั้งเดียวโดยไม่ต้องแบมือ เมื่อก้มกราบแล้วจึงส่งพานธูปเทียนให้ผู้ใหญ่ ท่านจะรับไหว้และผูกสายสิญจ์ที่ข้อมือคู่บ่าวสาวพร้อมกับให้พรและใส่ซองเงิน หรือของมีค่าอย่างอื่นลงบนพานให้ไว้เป็นเงินทุนในการสร้างครอบครัว ในพิธีนี้คู่บ่าวสาวจะมีความสุขเป็นพิเศษ เพราะจะได้มีสมบัติชิ้นแรกสำรองไว้เพื่อสร้างครอบครัวในอนาคต

พิธีปูที่นอนและส่งตัวเข้าหอ

          เป็นขั้นตอนสุดท้ายของพิธีแต่งงาน เมื่อถึงฤกษ์ของพิธีส่งตัวเข้าหอ จะเป็นขั้นตอนของพิธีปูที่นอน สิ่งมงคลในการประกอบพิธีก็คือฟักเขียวหนึ่งลูกเพื่อให้ใจคอเยือกเย็นเหมือน ฝัก หม้อใหม่สี่น้ำหนึ่งใบเพื่อให้เป็นผู้ที่มีน้ำใจหินบดยาเพื่อให้หนักแน่น เหมือนหิน และถั่วงาเพื่อให้มีแต่ความเจริญงอกงาม พร้อมทุนสินสอดนำมาวางไว้บนพาน จากนั้นผู้ใหญ่ที่ถูกเชิญมาร่วมทำพิธี ซึ่งจะต้องเป็นคู่ตัวอย่างที่ครองเรือนกันมาอย่างมีความสุขมาทำทีจัดแจงปู ที่นอนวางหมอนหนุนศีรษะ และลงนอนก่อนเป็นปฐมฤกษ์พร้อมกับกล่าวให้ศีลให้พร เสร็จแล้วผู้ที่มาเป็นสักขีพยานร่วมส่งตัวบ่าวสาวออกจากห้องหอพร้อมกันจึง เป็นอันเสร็จพิธี

          ส่วนเรื่องการจัดเลี้ยง หากคู่บ่าวสาวต้องการจัดงานแบบกระชับให้เสร็จในวันเดียว เมื่อเสร็จพิธีไทยตามประเพณีเรียบร้อยแล้ว สามารถจัดเลี้ยงมื้อกลางวันได้เลย โดยไม่ต้องจัดงานเลี้ยงในช่วงค่ำอีก ซึ่งถือว่าเข้ากับยุคสมัยและกระแสเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างดีทีเดียว

0 comments
Labels:

คู่ครองที่ดี

คู่ครองที่ดี
 
คู่ครองที่ดี
 
     คู่ครองที่ดี ที่จะเป็นคู่ร่วมชีวิตกันได้ นอกจากกามคุณแล้ว ควรมีคุณสมบัติ และประพฤติตามข้อปฏิบัติ ดังนี้ 
ก. คู่สร้างคู่สม 
     มีหลักธรรมของคู่ชีวิต ที่จะทำให้คู่สมรสมีชีวิตสอดคล้อง กลมกลืนกัน เป็นพื้นฐานอันมั่นคงที่จะทำให้อยู่ครองกัน
ได้ยืดยาว เรียกว่า สมชีวิธรรม ๔ ประการ คือ
 
     ๑. สมสัทธา มีศรัทธาสมกัน เคารพนับถือในลัทธิศาสนา สิ่งเคารพบูชา แนวความคิดความเชื่อถือ หรือหลักการต่างๆ
 ตลอดจนแนวความสนใจอย่างเดียว กันหนักแน่นเสมอกัน หรือปรับเข้าหากัน ลงกันได้
     ๒. สมสีลา มีศีลสมกัน มีความประพฤติ ศีลธรรม จรรยา มารยาท พื้นฐานการอบรมพอเหมาะสอดคล้อง ไปกันได้
     ๓. สมจาคา มีจาคะสมกัน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความโอบอ้อมอารี ความมีใจกว้างความเสียสละ
ความพร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น พอกลมกลืนกัน ไม่ขัดแย้งบีบคั้นกัน
     ๔. สมปัญญา มีปัญญาสมกัน รู้เหตุรู้ผล เข้าใจกัน อย่างน้อยพูดกันรู้เรื่อง
 
ข. คู่ชื่นชมคู่ระกำ 
      หรือ คู่บุญคู่กรรม คือ คู่ครองที่มีคุณธรรม ลักษณะนิสัยความประพฤติปฏิบัติ การแสดงออกต่อกัน 
ที่ทำให้เกื้อกูลกันหรือถูกกัน ก็มี ต้องยอมทนกันหรืออยู่กันอย่างขมขื่น ก็มี ในกรณีนี้ ท่านแสดงภรรยาประเภทต่าง ๆ
 ไว้ ๗ ประเภท คือ
 
     ๑. วธกาภริยา ภรรยาเยี่ยงเพชฌฆาต คือ ภรรยาที่มิได้อยู่กินด้วยความพอใจ ดูหมิ่น และคิดทำลายสามี
     ๒. โจรีภริยา ภรรยาเยี่ยงโจร คือ ภรรยาชนิดที่ล้างผลาญทรัพย์สมบัติ
     ๓. อัยยาภริยา ภรรยาเยี่ยงนาย คือ ภรรยาที่เกียจคร้าน ไม่ใส่ใจการงาน ปากร้าย หยาบคาย ชอบข่มสามี
     ๔. มาตาภริยา ภรรยาเยี่ยงมารดา คือ ภรรยาที่หวังดีเสมอ คอยห่วงใย เอาใจใส่สามี หาทรัพย์มาได้ก็เอาใจใส่
 คอยประหยัดรักษา
     ๕. ภคินีภริยา ภรรยาเยี่ยงน้องสาว คือ ภรรยาผู้เคารพรักสามี ดังน้องรักพี่ มีใจอ่อนโยน รู้จักเกรงใจ
 มักคล้อยตามสามี
     ๖. สขีภริยา ภรรยาเยี่ยงสหาย คือ ภรรยาที่เป็นเหมือนเพื่อน มีจิตภักดี เวลาพบสามีก็ร่าเริงยินดี 
วางตัวดี ประพฤติดีมีกิริยามารยาทงาม เป็นคู่คิดคู่ใจ
     ๗. ทาสีภริยา ภรรยาเยี่ยงนางทาสี คือ ภรรยาที่ยอมอยู่ใต้อำนาจสามี ถูกสามีตะคอกตบตี ก็อดทน 
ไม่แสดงความโกรธตอบ
 
     ท่านสอนให้ภรรยาสำรวจตนว่า ที่เป็นอยู่ ตนเป็นภรรยาประเภทไหน ถ้าจะให้ดี ควรเป็นภรรยาประเภทใด 
สำหรับชายอาจใช้เป็นหลักสำรวจอุปนิสัยของตน
ว่าควรแก่หญิงประเภทใดเป็นคู่ครอง และสำรวจหญิงที่จะเป็นคู่ครองว่าเหมาะกับอุปนิสัยตนหรือไม่ 
     แม้สามีก็ย่อมมีหลายประเภทพึงเทียบเอาจากภรรยาประเภท ต่าง ๆ เหล่านั้น
 
ค. คู่ศีลธรรมคู่ความดี 
     เอาหลักธรรมสำหรับการครองเรือน คือ ฆราวาสธรรม ๔ ประการ มาใช้ต่อกันในบ้านด้วย ดังนี้
     ๑. สัจจะ ความจริง คือ ซื่อสัตย์ต่อกัน ทั้งจริงใจ จริงวาจา และจริงในการกระทำ
     ๒. ทมะ ฝึกตน คือ รู้จักควบคุมจิตใจ ฝึกหัดดัดนิสัย แก้ไขข้อบกพร่องข้อขัดแย้ง ปรับตัว ปรับใจเข้าหากัน
 และปรับปรุงตนให้ดีงามยิ่งขึ้นไป
     ๓. ขันติ อดทน คือ มีจิตใจเข้มแข็งหนักแน่น ไม่วู่วาม ทนต่อความล่วงล้ำก้ำเกินกัน และ ร่วมกันอดทนต่อความเหนื่อยยาก
ลำบากตรากตรำฝ่าฟันอุปสรรคไปด้วยกัน
     ๔. จาคะ เสียสละ คือ มีน้ำใจ สามารถเสียสละความสุขสำราญ ความพอใจส่วนตนเพื่อคู่ครองได้ เช่น 
อดหลับอดนอนพยาบาลกันในยามเจ็บไข้ เป็นต้น ตลอดจนมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อญาติมิตรสหายของคู่ครอง ไม่ใจแคบ
 
ง. คู่ถูกหน้าที่ต่อกัน 
     สงเคราะห์ อนุเคราะห์กัน ตามหลักปฏิบัติในทิศ ๖ ข้อที่ว่าด้วย ทิศเบื้องหลัง คือ
สามีปฏิบัติต่อภรรยา โดย 
๑. ยกย่องให้เกียรติสมฐานะที่เป็นภรรยา
๒. ไม่ดูหมิ่น
๓. ไม่นอกใจ
๔. มอบความเป็นใหญ่ในงานบ้าน
๕. หาเครื่องแต่งตัวมาให้เป็นของขวัญตามโอกาส
ภรรยาอนุเคราะห์สามี โดย
๑. จัดงานบ้านให้เรียบร้อย
๒. สงเคราะห์ญาติมิตรทั้งสองฝ่ายด้วยดี
๓. ไม่นอกใจ
๔. รักษาทรัพย์สมบัติที่หามาได้
๕. ขยัน ช่างจัดช่างทำ เอางานทุกอย่าง
 
จ. พ่อบ้านเห็นใจภรรยา 
     สตรีมีความทุกข์จำเพาะตัวอีกส่วน หนึ่ง ต่างหากจากผู้ชาย ซึ่งสามีพึงเข้าใจ และพึงปฏิบัติด้วยความเอาใจใส่ เห็นอกเห็นใจ คือ
     ๑. ผู้หญิงต้องจากหมู่ญาติมาอยู่กับตระกูลของสามีทั้งที่ยังเป็นเด็กสาว สามีควรให้ความอบอุ่นใจ
     ๒. ผู้หญิงมีระดู ซึ่งบางคราวก่อปัญหาให้เกิดความแปรปรวนทั้งใจกาย ฝ่ายชายควรเข้าใจ
     ๓. ผู้หญิงมีครรภ์ ซึ่งยามนั้นต้องการความเอาใจใส่บำรุงกายใจเป็นพิเศษ
     ๔. ผู้หญิงคลอดบุตร ซึ่งเป็นคราวเจ็บปวดทุกข์แสนสาหัสและเสี่ยงชีวิตมาก สามีควรใส่ใจ เหมือนเป็นทุกข์ของตน
     ๕. ผู้หญิงต้องคอยปรนเปรอเอาใจฝ่ายชาย ฝ่ายชายไม่ควรเอาแต่ใจตัวพึงซาบซึ้งในความเอื้อเฟื้อและมีน้ำใจตอบแทน

0 comments
Labels:

ครองเรือนด้วยหลักธรรม ๔


ครองเรือนด้วยหลักธรรม ๔
 
เป็นมงคลตลอดชีวิต เมื่อครองเรือนด้วยหลักธรรม ๔

     อย่าง ไรก็ตาม ควรจะได้กล่าวถึงธรรมที่เหมาะเฉพาะในโอกาสแห่งพิธีนั้น ๆ ไว้ด้วย เพราะธรรมคือคุณธรรมความดีงามเหล่านี้เป็นธรรมมงคลคู่ชีวิต
 ที่มีไว้สำหรับประพฤติปฏิบัติกันตลอดเรื่อยไปและทำให้เกิดความเป็นสิริมงคลระยะยาวตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นอาตมาจึงจะได้กล่าวถึงธรรมะ
ที่เป็นหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าบางประการ ซึ่งจะนำให้เกิดคุณงามความดีนั้น ๆ ให้เหมาะสมกับโอกาสนี้ จะของแสดงเป็นหมวดหมู่

     ธรรมะหมวดหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เหมาะสมกับโอกาสพิธีนี้ คือ ฆราวาสธรรม ๔ ประการ ฆราวาสธรรมแปลว่า ธรรมสำหรับการครองเรือน
มีอยู่ ๔ ข้อด้วยกัน คือ หนึ่ง สัจจะ แปลว่า ความจริง สอง ทมะ แปลว่า การฝึกฝนปรับปรุงตน สาม ขันติ ความอดทน สี่ จาคะ ความเสียสละ ความเอื้อเฟื้อ
ความมีน้ำใจ จะขอกล่าวถึงธรรม ๔ ประการนี้โดยสังเขป
สัจจะ
ประการ ที่ ๑ สัจจะ ความจริง อาจแบ่งแยกได้ ๓ ด้าน ความจริงขั้นที่หนึ่ง คือ ความจริงใจ ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุด และเป็นรากฐานที่มั่นคง
ของความสัมพันธ์ที่ดีงาม ความจริงใจแสดงออกเป็นความซื่อสัตย์ต่อกัน จากนั้นก็ จริงวาจา คือพูดจริง ขั้นที่ ๓ จริงการกระทำ คือการทำจริงตามที่ใจคิดไว้
ตามที่วาจาพูดไว้ ตลอดจนกระทั่งว่าการดำเนินชีวิต ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ก็ตั้งใจทำจริงดังที่ตั้งความมุ่งมาดปรารถนาไว้ แต่ทั้งหมดนี้
ก็มีความจริงใจนั่นเองเป็นรากฐาน ความจริงใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ความสัมพันธ์มั่นคงยั่งยืน

ทมะ
     ประการที่ ๒ ทมะ แปลว่า ความฝึกฝนปรับปรุงตน ทมะนี้เป็นข้อสำคัญในการที่จะให้เกิดความเจริญก้าวหน้า
     ประการ แรกที่สุดที่จะเห็นได้ง่ายในความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันก็คือ บุคคลที่มาอยู่ร่วมสัมพันธ์กันนั้น ย่อมมีพื้นเพต่าง ๆ กัน มีอุปนิสัย
ใจคอและสั่งสมประสบการณ์มาไม่เหมือนกัน แต่เมื่อมาอยู่ร่วมกันแล้วก็จำเป็นที่จะต้องปรับตัวเข้าหากัน
     ในเมื่อมีพื้นเพต่างกันสั่งสมมาคนละอย่าง ก็อาจมีการแสดงออกที่ขัดแย้งกัน หรือไม่สอดคล้องกันได้บ้าง การที่จะทำให้เกิดความราบรื่น
เป็นไปด้วยดี ก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนเข้าหากัน รู้จักที่จะข่มใจไว้ แล้วรู้จักที่จะสังเกต ใช้สติปัญญาพิจารณาสิ่งที่ผิดแปลกไปจากความคิดนึก
ตามความหวังความปรารถนาของตน เมื่อไม่วู่วาม ข่มใจไว้ก่อน และใช้สติปัญญาพิจารณา ก็หาทางที่จะปรับตัวเข้าหากันด้วยวิธีที่เป็นความสงบ
และเป็นทางที่จะรักษาน้ำใจกันไว้ได้ มีความปรองดองสามัคคี อันนี้ก็เป็นการปรับตัวอย่างหนึ่ง

     นอกจากนั้น ในการอยู่ร่วมกับบุคคลภายนอกหรือในกิจการงานและสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย เราก็ต้องรู้จักปรับตัวเข้ากับบุคคล การงาน
และสิ่งแวดล้อมเหล่านั้น และรู้จักปรับปรุงฝึกฝนตัวให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการขวนขวายหาความรู้ให้เท่าทันสิ่งแปลกใหม่อยู่เสมอ เป็นต้น
ชีวิตจึงจะเจริญก้าวหน้าได้

     ทมะนี้ต้องมีปัญญาเป็นแกนนำสำคัญ เพราะต้องรู้จักคิดพิจารณา และมีความรู้ความเข้าใจ จึงจะปรับตัวและฝึกฝนปรับปรุงตนได้

ขันติ
     ประการที่ ๓ คือ ขันติ ความอดทน ความอดทนเป็นเรื่องของพลัง ความเข้มแข็ง ความทนทาน
คน เมื่ออยู่ร่วมกัน ท่านว่าเหมือนลิ้นกับฟัน ย่อมมีโอกาสที่จะกระทบกระทั่งกัน จึงต้องมีความหนักแน่น ความเข้มแข็งในใจที่จะอดทนไว้ก่อน
เรียกว่า อดทนต่อสิ่งกระทบใจ นอกจากนั้นก็อดทนต่อความเจ็บปวดเมื่อยล้าทางกาย และอดทนต่อความลำบากตรากตรำในการทำการงาน เป็นต้น
ซึ่งจะทำให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคลุล่วงไปได้
ถ้า หากว่าบุคคลสองคนหรือหลายคนมาอยู่ร่วมกันแล้วเอาความเข้มแข็งที่มีอยู่ของ แต่ละคนมารวมกันเข้า ก็จะเพิ่มกำลังความเข้มแข็งให้มากขึ้น
จะสามารถร่วมฝ่าฟันอุปสรรคและเพียรสร้างสรรค์รุดหน้าไปสู่ความสำเร็จ อันนี้เป็นเรื่องของขันติ ความอดทนที่จะช่วยเสริมให้มีความก้าวหน้า
เจริญมั่นคง และพรั่งพร้อมด้วยความสำเร็จ

จาคะ
     ประการ ที่ ๔ จาคะ แปลว่า ความเสียสละ เริ่มแต่ความมีน้ำใจ คือความพร้อมที่จะเสียสละความสุขส่วนตัวให้แก่ผู้อื่น โดยเฉพาะผู้อยู่ร่วมกัน
ก็จะต้องมีความเสียสละต่อกัน เช่น เวลาฝ่ายหนึ่งไม่สบายเจ็บไข้ได้ป่วย อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องเสียสละความสุขของตนเองเพื่อช่วยรักษาพยาบาล
อย่างน้อยก็มีน้ำใจที่จะระลึกถึงเมื่อจะทำอะไรก็ตามก็คำนึงถึงความสุขของอีกฝ่ายหนึ่ง อย่างนี้ก็เรียกว่ามีจาคะ

     จา คะก็พึงเผื่อแผ่ไปยังญาติมิตร บิดามารดา หรือผู้อยู่ใกล้ชิด ตลอดจนกระทั่งถึงเพื่อนมนุษย์โดยทั่วไป ถ้าหากว่ามีกำลังพอ ก็สละทรัพย์สิน
สิ่งที่ตนมีอยู่นี้ในการอนุเคราะห์สงเคราะห์ผู้อื่น

     จาคะนี้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจของกันและกัน และของคนทั้งหลายที่แวดล้อมอยู่ไว้ได้

     นี่คือหลักธรรม ๔ ประการ ซึ่งมีความสำคัญในการครองเรือนโดยสรุปก็คือ สัจจะ ความจริง เป็นรากฐานให้เกิดความมั่นคงยั่งยืน
ประการที่ ๒ ทมะ การฝึกฝนปรับปรุงตน เป็นเครื่องนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตและการงาน ประการที่ ๓ ขันติ ความอดทน
เป็นเครื่องช่วยให้ความเจริญก้าวหน้านั้นเป็นไปได้สำเร็จเพราะมีความเข้ม แข็ง มีพลังที่จะช่วยเสริม และประการที่ ๔ จาคะ ความเสียสละ มีน้ำใจ
เป็นเครื่องบำรุงหล่อเลี้ยงมนุษย์ช่วยให้เกิดความชุ่มฉ่ำสดชื่น

       ธรรมะ ๔ ประการนี้เป็นองค์ประกอบที่จำเป็นในชีวิต เหมือนกับต้นไม้จะเจริญงอกงามต้องมีรากฐานที่มั่นคง คือสัจจะ มีความเจริญเติบโต คือทมะ มีความแข็งแรงของกิ่งก้านสาขาตลอดจน ลำต้น นั่นคือขันติ ซึ่งจะทนต่อดินฟ้าอากาศ ทนต่อสัตว์ทั้งหลายที่จะมาเบียดเบียน และมีเครื่องบำรุงหล่อเลี้ยง เช่น น้ำและอากาศ เป็นต้น ซึ่งช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นสดชื่น กล่าวคือ จาคะ ความมีน้ำใจ

     เมื่อ ต้นไม้นั้นมีทุนในตัว เช่น มีน้ำมีอาหารหล่อเลี้ยงดี มีกิ่งก้านสาขาแผ่ออกไป ต้นไม้นั้นเองก็กลับให้ความร่มเย็นแก่พื้นดินและแก่พืชสัตว์ที่มาอาศัยร่ม เงา ตลอดจนช่วยรักษาน้ำในพื้นดินนี้ไว้ด้วย เช่นเดียวกับคนเรานั้นเมื่อได้สร้างเนื้อสร้างตัวโดยกำลังและเครื่องหล่อ เลี้ยงขึ้นแล้ว ก็ไม่ได้มีกำลังแต่เพียงตัวเองเท่านั้น แต่กลับเอากำลังและสิ่งที่บำรุงเลี้ยงนั้นออกมาช่วยเหลือส่งเสริมผู้อื่นและ สิ่งนี้ก็กลับมาเป็นผลดีแก่ตัวเอง ด้วยอำนาจของจาคะนั้น

     ธรรมะ ๔ ประการนี้แหละจะเป็นเครื่องทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ สำหรับคฤหัสถ์ คือผู้ครองเรือนทั่วไปให้ดำเนินชีวิตตามหลักธรรม ๔ ประการนี้ จึงเรียกว่า ฆราวาสธรรม เมื่อดำเนินชีวิตได้ดังนี้ก็นับว่าได้ประสบสิริมงคลอย่างแท้จริง ธรรมะดังกล่าวมานี้จึงกล่าวได้ว่าเป็นธรรมมงคล เพราะเป็นหลักความดีงามที่จะทำให้เกิดความสุขความเจริญก้าวหน้า

0 comments
Labels:

ชีวิตคู่ในอุดมคติทางพุทธศาสนา3

ชีวิตคู่ในอุดมคติทางพุทธศาสนา3
 
จะเป็นคู่สร้างคู่สม เมื่อมีสมธรรม ๔ ประการ

     ชีวิตคู่ครองนี้ มีคำเรียกตามนิยมว่า ชีวิตสมรส ในทางพระพุทธศาสนามีคำสอนว่า ชีวิตสมรสที่จะมีความสุข ราบรื่น มั่นคงยืนยาวได้นั้น
คู่สมรสควรมีคู่ธรรมที่สมหรือสม่ำเสมอกัน อันจะพึงเรียกได้ว่า สมธรรม ๔ ประการ คือ สมศรัทธา สมศีลา สมจาคา และ สมปัญญา สมธรรม ๔ ประการนี้
เป็นฐานรองรับชีวิตคู่ครองในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าฆราวาสธรรม ๔ อย่างที่กล่าวมาแล้ว เพราะแสดงถึงความมีคุณสมบัติสมกันและความมีลักษณะนิสัยสม่ำเสมอกัน
ของคู่ครอง ซึ่งจะทำให้ผู้สมรสทั้งสองสมชีพหรือสมชีวี คือมีชีวิตที่สมหรือเสมอกัน สมธรรม ๔ ประการ นั้น คือ

     ๑. สมศรัทธา มีศรัทธาสมหรือเสมอกัน ศรัทธานั้นหมายถึงความเชื่อ ความเลื่อมใส หรือความใฝ่นิยม เช่น ความเชื่อถือในลัทธิศาสนา ความเลื่อมใส
ในพระรัตนตรัย และความใฝ่นิยมในคุณค่า หรือสิ่งที่ยึดถือเข้าใจว่าเป็นความดีงามต่าง ๆ ความมีศรัทธาสมกันย่อมเป็นสิ่งสำคัญเบื้องแรก
ที่จะทำให้ชีวิตครองเรือน กลมกลืนสนิทสนมแน่นแฟ้น เพราะศรัทธาเป็นเครื่องหล่อหลอมความรู้สึกนึกคิด และเป็นพลังชักจูงใจในการดำเนินชีวิต
และกระทำกิจการต่าง ๆ ความมีศรัทธาสมกัน ตั้งต้นแต่ความเชื่อถือในลัทธิศาสนาอย่างเดียวกัน ตลอดจนการมีรสนิยมแนวเดียวกัน
จึงเป็นสิ่งสำคัญมากในชีวิตสมรส ถ้าศรัทธาเบื้องต้นไม่เป็นอย่างเดียวกัน ก็ต้องตกลงปรับให้เป็นไปด้วยความเข้าใจต่อกัน

     ๒. สมศีลา มีศีล คือความประพฤติสมหรือเสมอกัน คือ มีความประพฤติที่เข้ากันได้ อยู่ในระดับเดียวกัน ไม่เป็นเหตุให้เกิดความรังเกียจ
ดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือขัดแย้งรุนแรงต่อกัน เช่น ฝ่ายหนึ่งปากร้าย ชอบกล่าวคำหยาบคาย อีกฝ่ายหนึ่งได้รับการอบรม
กวดขันมาทางด้านการพูดจาสุภาพอ่อนหวาน ทนฟังคำหยาบ ไม่ได้ หรือฝ่ายหนึ่งชอบเป็นนักเลงหัวไม้ แต่อีกฝ่ายหนึ่งชอบชีวิตสงบไม่วุ่นวาย
ก็อาจเป็นทางเบื่อหน่ายร้าวฉานเลิกร้างกัน หรืออยู่อย่างทนทุกข์ทรมาน

     ๓. สมจาคา มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เสียสละสมหรือเสมอกัน ในชีวิตของบุคคลที่ต้องติดต่อเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ
เริ่มแต่ญาติมิตรสหายเป็นต้นไปนั้น ธรรมข้อสำคัญที่จะต้องแสดงออกอยู่เสมอก็คือ ความมีน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความมีใจกว้างขวาง
การช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยกัน หรือในทางตรงข้าม ก็เป็นความ ตระหนี่ ความมีใจคับแคบ กระด้าง คู่ครองที่มีจาคะไม่สมกันย่อมมีโอกาสเกิด
ความขัดแย้งกระทบกระเทือนจิตใจกันอยู่เรื่อยไป ทำให้ชีวิตครอบครัว เป็นชีวิตที่เปราะ มีทางที่จะแตกร้าวได้ง่าย

     ๔. สมปัญญา มีปัญญาสมหรือเสมอกัน ปัญญาหมายถึงความรู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักดีชั่ว รู้จักประโยชน์มิใช่ประโยชน์ ความรู้จักคิด
ความสามารถในการ ใช้ความคิดและเข้าใจในเหตุผล ความมีปัญญาสมกันมิได้หมายความว่าคู่ครองทั้งสองฝ่ายจะต้องได้เล่าเรียนศิลปวิทยาการ
ทรงความรู้เชี่ยวชาญเหมือน ๆ กัน แต่หมายถึงการมีความคิด การรู้จักรับฟังและเข้าใจในเหตุผลของกันและกัน และการช่วยเป็นคู่คิดของกันและกันได้
อย่างที่กล่าวกันง่าย ๆ ว่าพูดกันรู้เรื่อง คุณธรรม ข้อนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะสามีภรรยาเป็นผู้อยู่ร่วมใกล้ชิดกันทุกเวลา จำต้องมีความเข้าใจกัน
ร่วมคิดร่วมปรึกษาหารือกัน บรรเทาข้อหนักใจ และช่วยกันหาทาง แก้ไขปัญหาต่าง ๆ เป็นกำลังแก่กันและกันได้ ความมีปัญญาสมกันนี้
นอกจากเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจทำให้มีความสนิทสนมกันด้วยดีแล้ว ยัง ทำให้ชีวิตของคู่ครอง ทั้งสองฝ่ายเป็นชีวิตที่ส่งเสริมคุณค่าเพิ่มกำลังแก่กันและกันอีกด้วย

     พระบรมศาสดาตรัสแสดงว่า สมธรรม ๔ ประการ นี้ จะเป็นเหตุให้คู่สามีภรรยาได้พบกันทั้งชาตินี้และชาติหน้าตามความประสงค์
สมดังพุทธพจน์ที่ยกขึ้น เป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
อากงฺเขยฺยุ ํ เจ คหปตโย อุโภ ชานิปตโยดังนี้เป็นต้น แปลความว่า ถ้าคู่สามีภรรยา
หวังจะได้พบกันทั้งชาตินี้และชาติหน้าแล้วไซร้ ทั้งสอง พึงเป็นผู้มีศรัทธาสมกัน มีศีลสมกัน มีจาคะสมกัน มีปัญญาสมกัน ดังนี้
     ความสมหรือเสมอกันของคู่ครองตามหลักธรรม ๔ ประการนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะบุคคลทั้งสองมามีชีวิตอยู่ร่วมกันใ
กล้ชิดยิ่งกว่าใคร ๆ จนใน ทางโลกกล่าวว่าเป็นบุคคลเดียวกัน การที่จะมารวมเข้าด้วยกันจึงต้องอาศัยความประสานกลมกลืนเหมาะสม
กันตามทางธรรมดังกล่าวมา

จะร่วมชีวิตกันทั้งที ควรคิดให้ดีว่าจะเป็นคู่ประเภทใด

     การ อยู่ครองเรือนของคู่สมรสนั้น เป็นการร่วมกันนำชีวิตทั้งสองผ่านเหตุการณ์ทั้งปวงทั้งที่ดีและร้ายไปด้วย กัน เป็นชีวิตที่ร่วมสุขร่วมทุกข์ทั้งปวง
ในแง่นี้ ท่านจึงถือว่าทั้งสองฝ่ายเป็นเพื่อนหรือเป็นสหายกัน และเป็นเพื่อนที่ยิ่งกว่าเพื่อนใด ๆ เพราะร่วมรู้เห็นเหตุการณ์
ร่วมรับสุขทุกข์ครบถ้วนพร้อมกันกว่าเพื่อนอื่น ๆ ดังพุทธภาษิตที่ว่า
ภริยา ปรมา สขาแปลว่า ภรรยาเป็นเพื่อนอย่างยิ่ง หรือ ภรรยาเป็นยอดสหาย
โดยความหมายว่าเป็นคู่ร่วมสุขร่วมทุกข์ดังอธิบายมาแล้ว

     อนึ่ง พึงสังเกตว่า ในทางพระศาสนา ท่านแสดงเพื่อนใกล้ตัวไว้อีกบุคคลหนึ่ง ดังพุทธภาษิตว่า มาตา มิตฺตํ สเก ฆเร
แปลว่า มารดาเป็นมิตรในเรือนของตน พุทธภาษิตนี้มิได้ขัดแย้งกับพุทธภาษิตข้อก่อนที่ว่าภรรยาเป็นเพื่อนอย่างยิ่งนั้นแต่ประการใด
เพราะเพ่งความคนละอย่าง ในพุทธภาษิตข้อก่อน ท่านมุ่งแสดงลักษณะความเป็นไปของชีวิตหรือความสัมพันธ์ที่มองเห็นได้ในภายนอกว่า
ภรรยาเป็น ผู้ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสามี ส่วนในพุทธภาษิตข้อหลัง ท่านมุ่งแสดงถึงคุณธรรม ในใจ เพราะคำว่ามิตร
มีความหมายเพ่งเล็งไปในทางด้านจิตใจและคุณธรรมมากกว่าคำว่าสหายและเพื่อน ตามพุทธภาษิตข้อที่สอง นี้ จึงมีความหมายว่า ใ
นบ้านของแต่ละคน มีมารดาเป็นผู้มีเมตตามีความปรารถนาดีต่อบุตร เป็นที่วางใจ พึ่งอาศัยได้อย่างแท้จริง เป็นมิตรแท้คู่บ้าน แน่นอนอยู่ท่านหนึ่งแล้ว

     ในกรณีนี้ หากภริยาผู้ใดสามารถปฏิบัติตนทำจิตใจให้เป็นมิตรแท้ มีเมตตาปรารถนาดีต่อสามีได้อย่างแท้จริงเหมือนอย่างมารดาแล้ว
พระบรมศาสดา ก็ตรัสยกย่องภริยานั้นว่าเป็น มาตาสมภริยา หรือ มาตาภริยา คือ ภรรยาเสมอด้วยมารดา หรือ ภรรยาเยี่ยงมารดา
ส่วนภรรยาผู้มีคุณธรรมอย่างอื่นก็ตรัสเปรียบไว้เหมือนพี่น้องหญิง เหมือนเพื่อนเป็นต้น ดังที่เคยตรัสสอนนางสุชาดา
ผู้เป็นสะใภ้ของอนาถปิณฑิกเศรษฐีว่า มีภรรยาอยู่ ๗ ประเภท เป็นฝ่ายร้าย ๓ ประเภท และฝ่ายดี ๔ ประเภท คือ

     ๑. วธกาภริยา ภรรยาเยี่ยงเพชฌฆาต ได้แก่ภรรยาผู้มีจิตประทุษร้าย ปรารถนาความเสื่อม
เสียหายแก่สามี ดูหมิ่นและคิดหาทางทำลายสามี
     ๒. โจรีภริยา ภรรยาเยี่ยงโจร ได้แก่ภรรยาผู้ล้างผลาญทรัพย์สมบัติที่สามีหามาได้
     ๓. อัยยาภริยา ภรรยาเยี่ยงนาย ได้แก่ภรรยาผู้ไม่ใส่ใจการงาน เกียจคร้าน รับประทานมาก
ปากร้าย หยาบคาย ใจเหี้ยม ข่มสามี
     ๔. มาตาภริยา ภรรยาเยี่ยงมารดา ได้แก่ภรรยาผู้หวังดีทุกเวลา คอยห่วงใยรักษาสามีเหมือน
มารดาปกป้องบุตร และประหยัดรักษาทรัพย์สมบัติที่หามาได้
     ๕. ภคินีภริยา ภรรยาเยี่ยงน้องสาว ได้แก่ภรรยาผู้เคารพสามีดังน้องกับพี่ มีใจอ่อนโยน คล้อย
ตามสามี
     ๖. สขีภริยา ภรรยาเยี่ยงสหาย ได้แก่ภรรยาที่พบสามีเมื่อใดก็ปลาบปลื้ม ดีใจเหมือนเพื่อน
พบเพื่อนผู้จากไปนาน เป็นคนมีตระกูล (ได้รับการศึกษาอบรม) มีความประพฤติดี รู้จักปฏิบัติสามี
     ๗. ทาสีภริยา ภรรยาเยี่ยงทาส ได้แก่ภรรยาที่ยอมอยู่ในอำนาจสามี ถูกขู่ตะคอกเฆี่ยนตี ก็
อดทนได้ ไม่โกรธตอบ

คนดีมาครองคู่ คือเอาคุณค่าของชีวิตมาเสริมกัน และทวีกำลังในการสร้างสรรค์

     พรรณนาความตามที่แสดงมาทั้งหมดนี้ ควรถือเอาสาระสำคัญที่เป็นใจความอย่างหนึ่งว่า หลักธรรมสำหรับการครองเรือน
ที่สอนให้คู่ครองมีความสมกันทั้งหลายก็ดี ให้รู้จักปฏิบัติหน้าที่ถนอมรักษาน้ำใจกันด้วยประการต่างๆ ก็ดี รวมทั้งหมดนี้
ล้วนมีความมุ่งหมายเพื่อให้การครองเรือนของคู่สามีภรรยา เป็นไปในทางที่ส่งเสริมคุณค่าแห่งชีวิตของกันและกัน
และเป็นเครื่องอุปถัมภ์ส่งเสริมเพิ่มพูนกำลังแก่กัน เช่น เมื่อมีคุณธรรมความดีอยู่แล้ว ก็จักได้บำเพ็ญคุณธรรมความดีเหล่านั้นให้เพิ่มพูนยิ่งๆ ขึ้นไป
เมื่อกระทำประโยชน์ตนอยู่ก็จักได้กระทำประโยชน์ผู้อื่นอยู่ ก็จักได้มีกำลังช่วยกันบำเพ็ญประโยชน์นั้นให้กว้างขวางไวด้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป
เป็นการสร้างเสริมความสุขความเจริญก้าวหน้าทั้งแก่ชีวิตตนเอง ชีวิตคู่ครอง และชีวิตอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดถึงสังคมส่วนรวม
ทำตนให้เป็นผู้ควรได้ชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ หรือ สัปปุรุษ ซึ่งเป็นบุคคลที่ดีมีค่า ตามความหมายของพระพุทธศาสนาดังพุทธพจน์แสดงปฏิปทาของสัตบุรุษว่า

     ภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษเมื่อเกิดในตระกูลย่อมเกิดเพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก แก่บิดามารดา แก่บุตรภรรยา
แก่คนรับใช้และกรรมกร แก่มิตรและผู้ร่วมงาน แก่บรรพชน แก่รัฐ แก่ทวยเทพ และแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย
เปรียบเหมือนมหาเมฆที่ตกลงมายังข้าวกล้าให้เจริญงอกงามทั่วกัน ก่อให้เกิดประโยชน์ ความเกื้อกูล และความสุข แก่ชนเป็นอันมาก ฉะนั้น

     ประโยชน์สุขอันกว้างขวางซึ่งเกิดมีเพราะสัตบุรุษเช่นนี้
ย่อมต้องเริ่มต้นจากวงแคบออกไปก่อนตามลำดับคือเริ่มจากครอบครัว และเริ่มจากการประพฤติปฏิบัติต่อกันระหว่างคู่ครองทั้งสองแต่ละฝ่าย
เมื่อคู่ครองต่างฝ่ายมีคุณธรรมและรู้จักปฏิบัติหน้าที่ของตน เป็นกำลังส่งเสริมแก่กัน ทำชีวิตครอบครัวให้มีความสุขความเจริญแล้ว
ก็จะแผ่ขยายประโยชน์สุขนั้นออกไปให้กว้างขวางได้สำเร็จสมความปรารถนา

     ดังนั้น ชีวิตครองเรือนที่มุ่งหมายในพระศาสนาจึงได้แก่ชีวิตที่คู่วิวาห์มาร่วมอุปถัมภ์ซึ่งกันและกัน
เพิ่มพูนคุณค่าแห่งชีวิตทั้งสอง ทวีกำลังในการบำเพ็ญประโยชน์สุขให้ภิญโญแผ่ไพศาล คู่สมรสใดดำเนินชีวิตครอบครัวของตน
ให้มีคุณลักษณะสมดังที่ได้พรรณนามาก็จักได้ชื่อว่าเป็นคู่ครองที่ควรยกย่อง สรรเสริญ ควรนับว่าเป็นชีวิตครองเรือนที่ประสบความสำเร็จด้วยดี
โดยนัยดังได้วิสัชนามา

0 comments
Labels:

ชีวิตคู่ในอุดมคติทางพุทธศาสนา2

ชีวิตคู่ในอุดมคติทางพุทธศาสนา2
 
 สามีภรรยาที่ดีเอาใจใส่ทำหน้าที่ต่อกัน
  ที่แสดงมานี้เป็นหลักความประพฤติในฝ่ายภรรยาส่วนในฝ่ายสามี แม้ไม่พบที่ทรงได้รับอาราธนาให้ตรัสสอนโดยตรง แต่ในคราวที่ทรงประทานโอวาท
แก่กุลบุตรผู้หนึ่งว่าด้วยหน้าที่อันพึงปฏิบัติต่อบุคคลประเภทต่าง ๆ ตามฐานะแห่งความสัมพันธ์ในสังคม พระองค์ได้ทรงแสดงข้อ ปฏิบัติที่สามีพึงทำนุบำรุงภรรยา
ของตนไว้ ๕ ประการ อธิบายสั้น ๆ ได้ดังนี้

ประการที่ ๑ ให้ความนับถือ ยอมรับฐานะแห่งภรรยาและคู่ครอง
ประการที่ ๒ ยกย่อง ให้เกียรติ ไม่แสดงอาการเหยียดหยามดูหมิ่น
ประการที่ ๓ มีความซื่อสัตย์ ไม่นอกใจ
ประการที่ ๔ มอบความเป็นใหญ่ แสดงความไว้วางใจในงานบ้าน
ประการที่ ๕ หาเครื่องประดับเครื่องแต่งตัวมามอบให้เป็นของฝากของขวัญ แสดงน้ำใจรักไม่จืดจาง

ทรงแสดงต่อไปว่า ภรรยาที่สามีทำนุบำรุงเช่นนี้ จะ (ต้อง) อนุเคราะห์ตอบสามีตนโดยฐานะ ๕ ประการคือ

ประการที่ ๑ จะจัดดูแลงานบ้านให้เรียบร้อยเป็นอันดี
ประการที่ ๒ จะใส่ใจสงเคราะห์คนข้างเคียง คือหมู่ญาติ และข้าทาสบริวารเป็นอันดี
ประการที่ ๓ จะซื่อสัตย์ ไม่ประพฤตินอกใจสามี
ประการที่ ๔ จะช่วยประหยัดดูแลเก็บรักษาทรัพย์สมบัติ ที่หามาได้
ประการที่ ๕ จะเป็นผู้ขยัน เอาใจใส่ ไม่เกียจคร้านในการงานทั้งปวง

ชีวิตคู่ครองเจริญมั่นคง เมื่อมีคุณธรรมรองรับเป็นฐาน

     หลัก ธรรมเท่าที่แสดงมานี้ ส่วนใหญ่เป็นข้อปฏิบัติที่แสดงออกมาภายนอก การแสดงออกภายนอกในทางที่ดีงามเช่นนี้ย่อมต้องอาศัยมีคุณธรรมต่าง ๆ
เป็นพื้นฐานอยู่ในจิตใจ ที่จะช่วยให้คงรักษาข้อปฏิบัติเหล่านี้ไว้ได้มั่นคง ยั่งยืน และด้วยความจริงใจ ด้วยเหตุนี้ ผู้ครองเรือนจึงต้องมีคุณธรรมสำหรับรักษา
ความสัมพันธ์อันดีนี้ไว้เป็นหลักในใจที่เรียกว่า ฆราวาสธรรม หรือ ธรรมสำหรับชีวิตครองเรือน ๔ ประการ คือ

     ๑. สัจจะ ความซื่อสัตย์ จริงใจต่อกัน เป็นหลักสำคัญที่จะให้เกิดความไว้วางใจและไมตรีจิตสนิทต่อกัน ขาดสัจจะเมื่อใด ย่อมเป็นเหตุ ให้เกิด
ความหวาดระแวงแคลงใจกัน เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความร้าวฉาน ซึ่งยากนักที่จะประสานให้คืนดีได้ดังเดิม

     ๒. ทมะ การรู้จักบังคับควบคุมอารมณ์ ข่มใจ ระงับความรู้สึกต่อเหตุบกพร่องของกันและกัน รู้จักฝึกฝนปรับปรุงตน แก้ไขข้อบกพร่อง ปรับนิสัยและ
อัธยาศัยให้กลมกลืนประสานเข้าหากันได้ ไม่เป็นคนดื้อด้านเอาแต่ใจและอารมณ์ของตน คนที่ขาดธรรมข้อนี้ ย่อมปล่อยให้ข้อแตกต่างปลีกย่อย
ทางอุปนิสัยและการอบรมกลายเป็นเหตุแตกแยกสามัคคีใหญ่โต และถ้าไม่สามารถปรับตนเข้าหากันได้ ก็เป็นอันต้องทำลายชีวิตคู่ครองแยกทางขาดจากกัน

     ๓. ขันติ ความอดทนอดกลั้นต่อความหนักและความร้ายแรงทั้งหลาย ชีวิตของผู้อยู่ร่วมกันนอกจากมีข้อแตกต่างขัดแย้งทางอุปนิสัย
การอบรม และความ ต้องการบางอย่างซึ่งจะต้องหาทางปรับปรุงเข้าหากันแล้ว บางรายอาจจะมีเหตุล่วงเกินรุนแรง แสดงออกจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ซึ่งอาจเป็นถ้อยคำหรือกิริยาอาการ จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องรู้จักอดกลั้นระงับใจ ไม่ก่อเหตุให้เรื่องลุกลามกว้างขยายต่อไป
ความร้ายจึง จะระงับลงไป นอกจากนี้ ยังจะต้องมีความอดทนต่อความลำบากตรากตรำและเรื่องหนักใจต่าง ๆ ในการประกอบการงานอาชีพ เป็นต้น
โดยเฉพาะเมื่อเกิดภัยพิบัติ ความตกต่ำคับขัน ไม่ตีโพยตีพาย แต่มีสติอดกลั้น คิดอุบายใช้ปัญญาหาทางแก้ไขเหตุการณ์ให้ลุล่วงไปด้วยดี
ชีวิตของคู่ครองที่ขาดความอดทน ย่อมไม่อาจประคับประคอง พากันให้รอดพ้นเหตุร้ายต่าง ๆ อันเป็นประดุจมรสุมแห่งชีวิตไปได้

     ๔. จาคะ ความเสียสละ ความเผื่อแผ่ แบ่งปัน ตลอดถึงความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน ชีวิตบุคคลที่จะมีความสุขจะต้องรู้จักความเป็นผู้ให้ด้วย
มิใช่คอยจ้องแต่จะเป็นผู้รับเอาฝ่ายเดียว การให้ในที่นี้มิใช่หมายแต่เพียงการเผื่อแผ่แบ่งปันสิ่งของอันเป็นเรื่องที่ มองเห็นและเข้าใจได้ง่าย ๆ เท่านั้น
แต่ยังหมายถึง การให้น้ำใจแก่กัน การแสดงน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน ตลอดจนการเสียสละความพอใจและความสุขส่วนตนได้ เช่น ในคราวที่คู่ครองประสบความทุกข์
ความเจ็บไข้ หรือมีธุรกิจใหญ่เป็นต้น ก็เสียสละความสุขความพอใจของตน ขวนขวายช่วยเหลือ เอาใจใส่ดูแล เป็นที่พึ่งอาศัย เป็นกำลังส่งเสริม
หรือช่วยให้กำลังใจ ได้โดยประการใดประการหนึ่งตามความเหมาะสม รวมความว่า เป็นผู้มีจิตใจกว้างขวาง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ ไม่คับแคบเห็นแก่ตัว
ชีวิตครอบครัว ที่ขาดจาคะก็คล้ายการลงทุนที่ปราศจากผลกำไรมาเพิ่มเติม ส่วนที่มีมาแต่เดิมก็คงที่หรือค่อยร่อยหรอพร่องไป หรือเหมือนต้นไม้ที่มิได้รับการบำรุง
ก็มีแต่อับเฉา ร่วงโรย ไม่มีความสดชื่นงอกงาม

     ธรรม ๔ ประการ คือ สัจจะ ทมะ ขันติ และ จาคะ ที่ พรรณนามานี้ มิใช่ประสงค์ให้เป็นข้อปฏิบัติจำกัดเฉพาะในระหว่างคู่ครองเพียง ๒ คนเท่านั้น
แต่มุ่งหมายให้ใช้ทั่วไปในชีวิตการครองเรือนทั้งหมด โดยยึดถือเป็นคุณธรรมพื้นฐานของจิตใจในการที่จะ สร้างความสัมพันธ์อันดีงามกับคนทั้งหลาย
ที่จะอยู่ร่วมหรือติดต่อเกี่ยว ข้องกัน ให้เหมาะสมตามฐานะนั้น ๆ เพื่อประโยชน์สุขทั้งแก่ชีวิตของตนเอง และแก่ชีวิตของคนอื่น ๆ ในสังคม

0 comments
Labels:

ชีวิตคู่ในอุดมคติทางพุทธศาสนา1


ชีวิตคู่ในอุดมคติทางพุทธศาสนา1
 
    พิธี มงคลสมรสนั้น ตามประเพณีไทยถือว่าเป็นกิจฝ่ายคฤหัสถ์ ส่วนพิธีเกี่ยวกับสงฆ์ทั้งหมด รวมทั้งการมีพระธรรมเทศนานี้ นับว่าเป็นการทำบุญ
เนื่องใน งานมงคลสมรสเพื่อให้เกิดธรรมมงคลแก่คู่แต่งงานหรือผู้ที่ได้ตกลงกันแล้วที่จะแต่งงานกัน

 เมื่อมีคู่ครอง ก็มีทรัพย์สิน และญาติมิตรเพิ่มทวี

     การ มีคู่ครองนั้น ถือกันว่า เป็นเหตุการณ์สำคัญยิ่งครั้งหนึ่งในชีวิตของบุคคล เป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทำให้เกิดฐานะและหน้าที่อย่างใหม่
คือ ฐานะแห่งสามีและฐานะแห่งภรรยา พร้อมทั้งหน้าที่ซึ่งผูกพันอยู่กับฐานะทั้งสองนั้น อันเกิดจากความสัมพันธ์ และความรับผิดชอบต่อกัน ความสัมพันธ์และ
ความรับผิดชอบนี้ มิใช่จำกัดอยู่เพียงในระหว่างคู่สามีและภรรยาเท่านั้น แต่ยังขยายออกไปถึงบุคคลและทรัพย์สิน เป็นต้น อันมีมาแต่เดิมของแต่ละฝ่ายอีกด้วย
เช่น บิดา มารดา เครือญาติ และมิตรสหายของคู่ครอง เป็นต้น ทำให้เกิดผลอีกอย่างหนึ่ง คือการสมรสนี้เท่ากับเป็นวิธีเพิ่มพูนจำนวนญาติมิตรและทรัพย์สินต่าง ๆ
ให้มากมาย กว้างขวางขึ้นเป็นทวีคูณ

     อย่าง ไรก็ตาม ผลดังกล่าวนี้จะเป็นผลที่ดีงามอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อคู่สมรสรู้จักรับผิดชอบ และรู้จักปฏิบัติภาระหน้าที่ของตนตามความรับผิดชอบนั้นให้
ถูกต้องด้วยดี ด้วยเหตุนี้ คู่สมรสที่ปรารถนาความสุขและความเจริญก้าวหน้า ทั้งของตนเอง ของคู่ครอง และของชีวิตครองเรือนทั้งหมด จึงต้องเตรียมตัว
เตรียมใจ ให้ตระหนักในฐานะภาระและหน้าที่ต่าง ๆ ที่ตนจะต้องกระทำในชีวิตครอบครัวไว้ให้พร้อม เพื่อทำชีวิตครองเรือนของตนให้เป็นความอยู่ร่วมกันด้วยความสุข บังเกิด ประโยชน์ ส่งเสริมคุณค่าแห่งชีวิตของกันและกัน และทำให้การที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ ทั้งหลายกลายเป็นคุณประโยชน์ เป็นความดี
ความเจริญ งอกงาม แห่งชีวิตทุกชีวิตที่ตนเข้าไปมีส่วนร่วมเกี่ยวข้องนั้นทั่วถึงกันทั้งหมด

แม่บ้านดี ผูกใจสามีได้ และทำให้ทั้งบ้านร่มเย็น

     ในสมัยพุทธกาล พระบรมศาสดาเคยทรงได้รับอาราธนาจากคฤหบดีท่านหนึ่ง ให้ทรงประทานโอวาทแก่กุมารีที่จะแยกครอบครัวไปอยู่ในตระกูลสามี
ครั้งนั้น พระองค์ได้ตรัสสอนกุมารีเหล่านั้น ให้ประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมสำหรับแม่บ้านหลายประการ หลักธรรมที่ทรงประทานครั้งนั้น
พระองค์ตรัสให้เหมาะสมกับสภาพสังคมของชมพูทวีปยุคพุทธกาล ที่ฝ่ายพ่อบ้านเป็นผู้ประกอบอาชีพหาเลี้ยงครอบครัว จึงเป็นหลักธรรมที่ใช้ได้อย่างดี
ในสังคมไทยแบบเดิม ซึ่งมีลักษณะการแบ่งงานในครอบครัวอย่างเดียวกัน

     บัดนี้ แม้สังคมจะผันแปรไปตามกาลสมัย สตรีผู้ฉลาดก็สามารถยึดถือสาระจากหลักธรรมเหล่านั้น นำมาประพฤติปฏิบัติ ให้เป็นประโยชน์
แก่ชีวิตครอบครัวได้เป็นอย่างดี

     ยิ่ง กว่านั้น แม้ในสมัยปัจจุบัน ที่สภาพและระบบการต่าง ๆ ในสังคมเปลี่ยนแปลงไปมากแล้วนี้เอง ก็ยังอาจกล่าวยืนยันได้ว่า ในครอบครัวที่ภริยายึดถือ
ปฏิบัติเคร่งครัดตามหลักธรรมเหล่านี้ นับว่ามีปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จะยึดเหนี่ยวค้ำจุนชีวิตครอบครัวไว้ให้มี ความสุข ความราบรื่นมั่นคงด้วยดี
และความประพฤติ เช่นนี้จะไม่เป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมเสียหายแก่ชีวิตครอบครัวแต่ประการใด

     ในพุทธโอวาทครั้งนั้น ทรงแสดงหลักธรรมสำหรับภรรยา ๕ ข้อ ซึ่งมีใจความดังนี้

ข้อ ที่ ๑ พึงเป็นผู้ตื่นก่อน นอนทีหลัง เอาใจใส่คอยฟังว่าจะมีอะไรให้ช่วยทำ ประพฤติแต่สิ่งที่ถูกใจ พูดคำไพเราะน่ารัก คือ รู้จักปรนนิบัติถนอมน้ำใจ
ข้อ ที่ ๒ คนเหล่าใดเป็นที่เคารพนับถือของสามี เช่น บิดา มารดา ครู อาจารย์ ของสามี เป็นต้น ก็แสดงความเคารพนับถือด้วย เอาใจใส่ปฏิสันถาร
ท่านเหล่านั้นเป็นอันดี
ข้อ ที่ ๓ เป็นผู้ขยัน เอาใจใส่ในงานบ้านทุกอย่าง เช่น งานเกี่ยวกับเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้นเฉลียวฉลาด รู้จักคิดจัดทำงานเหล่านั้นให้เรียบร้อยเหมาะสม
ข้อ ที่ ๔ เอาใจใส่สอดส่องดูแลคนในปกครองภายในบ้าน เช่น คนรับใช้ และคนงานต่าง ๆ รู้งานของเขาว่าได้ทำแล้วหรือไม่เพียงใด มีใครเจ็บป่วยไข้
เป็นอย่างไร เอาใจใส่รักษาพยาบาล จัดแบ่งอาหารของบริโภคเผื่อแผ่ให้ตามสมควร
ข้อที่ ๕ รู้จักประหยัด เก็บรักษาทรัพย์สมบัติที่สามีหามาได้ ไม่เล่นการพนัน ไม่เป็นนักดื่ม ไม่ทำลายผลาญทรัพย์สมบัติ

     นอก จากหลักความประพฤติเหล่านี้แล้ว ในที่บางแห่งทรงแสดงคุณธรรมในใจกำกับไว้เป็น ข้อสุดท้ายด้วย คือ การอยู่ครองเรือนด้วยจิตใจโอบอ้อมอารี
ไม่คับแคบด้วยความตระหนี่เห็นแก่ตัว คุณธรรมประจำใจนี้เป็นพื้นฐานชีวิตที่สำคัญ ทำให้บ้านเรือนเป็นสถานที่ร่มรื่น แช่มชื่นเยือกเย็น เบิกบานใจ ทั้งแก่ผู้อาศัย
ที่อยู่ร่วมกัน และแก่ผู้ไปมาหาสู่เยี่ยมเยือน มีญาติ มิตร สหาย เป็นต้น เป็นสิริมงคลแก่ชีวิตครอบครัว หลักธรรมข้อต้น ๆ อันเป็นความประพฤติที่แสดงออกภายนอก
อาจเปลี่ยนแปลงประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพสังคมตามยุคสมัย แต่คุณธรรมที่เป็นพื้นใจจะยังคงรูปเป็นอย่างเดียวกันตลอดทุกกาล

0 comments
Labels:

ความรู้พิธีมงคลสมรสแบบไทย

ความรู้พิธีมงคลสมรสแบบไทย
 
ความรู้พิธีมงคลสมรสแบบไทย

  1.              - 

พิธีหมั้น (ขันหมากหมั้น) มักจะทำก่อนวันแต่ง แต่บางพื้นที่ยกขันหมากหมั้นมา
ทำพิธีหมั้นในวันแต่งก่อนที่พระสงฆ์จะมา บางที่ก็ทำพิธีสวมแหวนต่อหน้าพระสงฆ์
(ที่เป็นเช่นนี้เพราะเจ้าสาวแต่งหน้าไม่ทันพระสงฆ์มาก่อนจำเป็นต้องทำการหมั้น
จนเกิดประเพณีสวมแหวนหน้าพระสงฆ์) แต่ ในกทม.ส่วนใหญ่จะไม่มีขันหมากหมั้น
มีขันหมากแต่งเลยจะสวมแหวนสวมเครื่องเพชรเครื่องทองหลังจากเปิด ขันหมาก
และโรยถั่วงาแล้ว หรือถ้ามีขันหมากหมั้นก็จะมีก่อนเป็นเดือนเป็นปีแต่ละคู่ไม่เหมือนกันอยู่ที่การตกลงกัน


2.              - 

 พิธีสงฆ์ โดยทั่วไปส่วนใหญ่จะนิมนต์พระสงฆ์ 9 รูปเจริญพระพุทธมนต์
มีบ้างท้องที่แต่น้อยที่นิมนต์
10 รูป  พิธีสงฆ์ทำได้ทั้งเช้าและเพล ส่วนใหญ่นิยมทำในช่วงเช้า มากกว่าเพล
บ่าวสาวควรตักบาตรขณะที่พระสงฆ์ถวายพรพระ
(พาหุง)และในช่วงที่พระฉันให้จัดไหว้พระภูมิเจ้าที่และศาลตายายถ้ามี


3.             -  

พิธีขันหมาก (แห่ขันหมาก) การจัดขันหมากเอก-ขันหมากโท
ในแต่ละพื้นที่จัดไม่เหมือนกัน มีทั้งแบบโบราณและแบบชาววังตั้งแต่ไม่ถึงพันบาทจนถึงหลายหมื่นบาทขึ้นอยู่กับฐานะ
ตัวอย่างขันหมากที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ภายในชุดขันหมากเอกจะประกอบด้วย
พานขันหมาก พานสินสอด พานเทียนแพ พานแหวน และภายในชุดขันหมากโทจะประกอบด้วย
กล้วยต้น อ้อยต้น อย่างละ
1 คู่ ขนมจีน ห่อหมก ขนมต้มแดง ต้มขาว เหล้า ผ้า 1 คู่ หมูนอนตอง 1 คู่
กล้วยน้ำหว้าหวี พานละ
2 หวี 1 คู่ มะพร้าวน้ำหอม พานละ 2 ผล 1 คู่ ส้มโอ พานละ 2 ผล 1คู่
ขนมจันอับ
1 คู่ ขนมเปี๊ยะ 1 คู่ ขนมมงคลรวม 9 อย่าง 1 คู่ เป็นต้น

4.              - 

พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ (รดน้ำสังข์) ใน กทม.และทั่วไปจะทำพิธีหลั่งน้ำ
ก่อนไหว้ผู้ใหญ่ประมาณ
10% และหลังพิธีไหว้ผู้ใหญ่ประมาณ 90% บางคู่ไปทำตอนเย็นเช่นทำที่โรงแรมก่อนงานเลี้ยงก็มี
แถวภาคกลางตอนบน-ภาคเหนือตอนล่างเช่นสุพรรณบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ชัยนาท อุทัยธานี
นครสวรรค์และบางจังหวัดจะหลั่งน้ำสังข์ในขณะที่พระสงฆ์กำลังฉันภัตตาหารเช้าบ่าวสาวถวายภัตตาหารแล้วขึ้นนั่งตั่ง
พระสงฆ์สวดชยันโตขณะที่เริ่มสวมมงคลและหลั่งน้ำสังข์ พระสงฆ์จะฉันภัตตาหารแล้ว จากนั้นบ่าวสาวจึงลุกขึ้นจากตั่ง
ไปถวายปัจจัยดอกไม้ธูปเทียนพระสงฆ์อนุโมทนาบ่าวสาวกรวดน้ำจึงเสร็จพิธี

5.              - 

ธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ (เซ่นผี) จะนำอาหารคาวหวานหมากพลู
ผ้าผ่อนแพรพันและขนมจีนห่อหมกขนมต้มแดงต้มขาวเหล้าขาวมะพร้าวอ่อนที่มากับขบวนขันหมากมาเซ่นไหว้
ผีบ้านผีเรือนและบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว บางพื้นที่หยิบแบ่งขันหมากโทใส่กระทงไปวางทางสามแพ่งเพื่อเซ่นสัมภเวสี
การทำขวัญบ่าวสาวก็ยังพอมีในรอบๆกทม.และต่างจังหวัดพิธีนี้จะต้องใช้ หมอทำขวัญเป็นผู้ทำจะใช้เวลาประมาณเกือบชั่วโมง
ในกทม.ไม่นิยมทำ มีบ้างแต่น้อย

6.              - 

พิธีไหว้ผู้ใหญ่ (รับไหว้) บ่าวสาวจะเตรียมผ้าไหว้หรือของอื่นๆ
แทนผ้าให้ผู้ใหญ่ในภาคเหนือ(ล้านนา) ภาคอีสาน(ผูกแขน)จะมีบายศรี จะใช้ดอกไม้ธูปเทียนกราบไหว้ ผู้ใหญ่
จะใช้ด้ายผูกแขนรับขวัญคู่บ่าวสาวภาคกลางบางพื้นที่ที่มีชาวไทยพวน-ไทยซ่ง คนใหญ่(ผู้เฒ่า)ก็จะใช้ด้ายผูกแขนเช่นกัน
แต่ ใน กทม.ชาวกทม.แท้ๆไม่นิยมผูกแขนแต่จะกราบไหว้ด้วยธูปเทียนแพซึ่งเป็นเครื่องสักการชั้นสูงจะมีผูกแขนบ้าง
ก็จะติดมากับชาวต่างจังหวัดที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในกทม.ก็จะนำประเพณีของบ้านตัวเองมาใช้ ชาวจีนเกือบทุกภาษาจะไหว้
ด้วยการยกน้ำชายกเว้นจีนไหหลำใช้หมากพลูเป็นเครื่องไหว้ ชาวไทยที่นับถือศาสนาคริสต์บางครอบครัวก็ทำพิธีขันหมาก
แบบไทยแต่ไม่มีพิธีสงฆ์และหลั่งน้ำพระพุทธมนต์

7.              -พิธีปูเตียงเรียงหมอน (ส่งตัวเข้าหอ) ถึงเวลาส่งตัวมักจะเชิญคู่สามีภรรยา
ที่มีคุณสมบัติดังนี้ อยู่กันโดยสมรส ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง มีฐานะมั่งคั่ง มีลูกชายหญิงที่ว่านอนสอนง่ายและเป็นคนมีศิลธรรมมาเป็น
ผู้ที่ปูที่นอน จุดประสงค์ก็จะให้เป็นตัวอย่างให้บ่าวสาวได้ดูปฏิบัติตาม บางคู่ก็จะนอนให้บ่าวสาวดูบ้างคู่ปูเตียงเสร็จแล้วก็แค่ให้
โอวาทจะแตกต่างกันไป จะขอแนะนำคู่บ่าวสาวที่จะส่งตัวที่โรงแรมให้นำผ้าปูที่นอนปอกหมอนของใหม่ไปปูทับของโรงแรมหลังจาก
นอนแล้วให้นำกลับไปใช้ส่วนตัวที่บ้าน

0 comments
 
แต่งงานแบบไทย © 2012 | Designed by Gu